ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่พุ่งสูงขึ้น โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเพื่อสยบกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่าเขาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของต่างชาติ โดยทรัมป์ยืนยันชัดเจนว่าการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ต่ออิหร่านนั้นมาจากวิสัยทัศน์ของเขาเองเพียงผู้เดียว ไม่ได้ถูกชักใยจากพันธมิตรใกล้ชิดอย่างอิสราเอลตามที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต
การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทรัมป์ต้องการแสดงให้โลกเห็นถึง "ความเป็นอิสระทางการเมือง" (Political Autonomy) เพื่อรักษาสมดุลของฐานเสียงที่ไม่ต้องการเห็นสหรัฐฯ กระโดดเข้าสู่สมรภูมิที่ไม่มีวันจบสิ้น
Trump ยืนยันอิสราเอลไม่ได้ชักจูงให้รบกับอิหร่านจริงไหม?
ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ทรัมป์ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า "อิสราเอลไม่เคยกล่อมให้ผมทำสงครามกับอิหร่าน" คำกล่าวนี้เป็นการตอบโต้นักวิเคราะห์และสื่อฝ่ายขวาที่พยายามโยงว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู คือผู้อยู่เบื้องหลังการกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ
ทรัมป์ย้ำว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนนโยบายของเขาคือบทเรียนจากเหตุการณ์สะเทือนโลกเมื่อวันที่ 7 ต.ค. และเป้าหมายสูงสุดคือการสกัดกั้นไม่ให้รัฐบาลเตหะรานครอบครอง "อาวุธนิวเคลียร์" ได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของโลก ไม่ใช่เพียงแค่อิสราเอลเท่านั้น
เป้าหมายคือ "เปลี่ยนระบอบ" เพื่อพลิกโฉมเศรษฐกิจอิหร่าน
นอกจากการปฏิเสธเรื่องการถูกบงการ ทรัมป์ยังได้ส่งสัญญาณถึง "ทางออก" ที่เขาต้องการเห็น นั่นคือการเปลี่ยนแปลงผู้นำ (Regime Change) ในอิหร่าน โดยเขามองว่าหากอิหร่านได้ผู้นำที่ชาญฉลาดและพร้อมเจรจา ประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานแห่งนี้จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มั่งคั่งและรุ่งเรืองได้อย่างรวดเร็ว
"ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจะน่าทึ่ง (Amazing)" ทรัมป์ระบุ พร้อมกับเผยว่าสหรัฐฯ กำลังเตรียมแผนการเจรจาครั้งใหม่ที่ประเทศปากีสถาน แม้ว่าในขณะนี้ทางฝั่งอิหร่านจะยังคงสงวนท่าทีและไม่ได้ตอบรับคำเชิญเข้าสู่โต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการก็ตาม
วิเคราะห์ยุทธศาสตร์: ทรัมป์กับการรักษาฐานเสียง "Anti-War"
นักวิเคราะห์มองว่าการที่ ทรัมป์ปฏิเสธสงคราม ในครั้งนี้ คือความพยายามรักษาฐานเสียงกลุ่ม Libertarian และกลุ่มที่ไม่สนับสนุนการแทรกแซงทางทหารในต่างประเทศ ซึ่งเป็นฐานกำลังสำคัญในการเลือกตั้ง การชูภาพลักษณ์ผู้นำที่เด็ดขาดแต่ไม่บ้าสงคราม (America First) จะช่วยให้เขาสามารถดำเนินนโยบายกดดันขั้นสูงสุด (Maximum Pressure) ต่ออิหร่านได้ โดยที่ไม่เสียคะแนนนิยมจากกลุ่มที่กังวลเรื่องงบประมาณทางการทหาร
สรุปประเด็นสำคัญ: ทรัมป์ยันอิสระทางการเมืองต่อวิกฤตอิหร่าน
- อิสระทางการเมือง: ทรัมป์ยันเนทันยาฮูไม่มีส่วนบงการนโยบายโจมตีอิหร่าน เป็นการตัดสินใจเพื่อความมั่นคงโลก
- จุดยืนนิวเคลียร์: ย้ำเป้าหมายหลักคือการห้ามไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย 7 ต.ค.
- โอกาสทางเศรษฐกิจ: ทรัมป์เสนอทางเลือกให้อิหร่านเปลี่ยนผู้นำเพื่อแลกกับความมั่งคั่งและการยอมรับจากนานาชาติ
- สถานะเจรจา: สหรัฐฯ ปักหมุดเตรียมคุยที่ปากีสถาน แต่อิหร่านยังคงท่าทีแข็งกร้าวและไม่ตอบรับ
ติดตามบทวิเคราะห์เจาะลึกทิศทางเศรษฐกิจโลกและนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ได้ที่ : https://lalanews.net/
ที่มา: www.reuters.com